บางท่านยังไม่ทราบว่า phonics” คืออะไร ทำไมหันไปทางไหนก็เห็นแต่คำนี้ 🤔

จริงๆแล้ว phonics ก็คือ วิธีการสอนอ่านโดยอาศัยความสัมพันธ์ระหว่างเสียง (phonemes) กับสัญลักษณ์ของเสียง (graphemes)

โดย phonemes คือหน่วยย่อยที่สุดของเสียง และ graphemes คือสัญลักษณ์ที่มองเห็นได้ด้วยตา ซึ่งก็คือ letter หรือ group of letters ที่แสดงถึง single phonemes นั่นเอง

เมื่อหัดอ่านไปซักระยะ เด็กๆจะเริ่มรู้ว่า
“เสียงเสียงหนึ่งสามารถแสดงได้ด้วยหลาย graphemes” เช่น
oy and oi (ออกเสียง /oi/ เช่น ‘toy’, ‘coin’)
ai, ay, ey (ออกเสียง /ai/ เช่น ‘rain’, ‘day’, ‘they’)
ir, er, ur (ออกเสียง /er/ เช่น ‘dirt’, ‘fern’, ‘turn’)
ow, ou (ออกเสียง /ow/ เช่น ‘cow’, ’round’)
ow, oe (ออกเสียง /oo/ เช่น ‘flow’, ‘toe’)
or, ore, aw (ออกเสียง /or/ เช่น ‘for’, ‘more’, ‘raw’)
air, are (ออกเสียง /air/ เช่น ‘fair’, ‘dare’)
ue, ew (เช่น ‘glue’, ‘flew’)
ie, igh (เช่น ‘pie’, ‘sigh’)

และ “หนึ่ง graphemes สามารถมีได้หลายเสียง” เช่น
ea ใน ‘bead’, ‘bread’
oo ใน ‘food’ (long oo sound), ‘wood’ (short oo sound)
ear ใน ‘bear’, ‘fear’

Chemist กับ Chef ขึ้นต้นด้วย ‘ch’ เหมือนกันแต่คำแรกออกสียง /k/ ส่วนคำหลังออกเสียง /sh/
Snow กับ Now มีตัว ‘ow’ เหมือนกันแต่คำแรกออกเสียง /oa/ ส่วนคำหลังออกเสียง /ou/
Yellow กับ Rainy เสียงตัว ‘y’ ก็ต่างกัน คำแรกออกเสียง /y/ ส่วนคำหลังออกเสียง /ee/

📣 เรามาเริ่มสอนเรื่อง Phonics กันแบบ Step by step กันเลยค่า📣

Step1: Decoding
เริ่มแรกสุดในการเรียน Phonics คือการรู้จักเสียงของทุกตัวอักษร (letter sound) ค่ะ

จุดนี้เป็นจุดที่สำคัญที่สุดของการเรียนรู้ phonics กันเลยทีเดียว หาก step นี้ยังไม่แข็งแรงห้ามปล่อยผ่านหรือเริ่ม step ถัดไปเด็ดขาดนะคะ

โดยเราอาจสอนเด็กๆให้รู้จัก letter sound ผ่านเพลง, กิจกรรม, หรือเกม ว่าแต่ละตัวอักษรออกเสียงยังไง และรู้ว่าคำต่างๆที่ได้ยินนั้นออกเสียงเริ่มต้นด้วยตัวอะไร

จุดประสงค์ในขั้นแรกนี้ก็คือ พอเห็นตัวอักษรหนึ่ง เด็กต้องออกเสียงของตัวอักษรนั้นๆได้ ซึ่งเรียกว่าการ “Decoding” ค่ะ

และจะยิ่งดีมากขึ้น ถ้าเราสอนการเขียนหรือการสร้างตัวอักษรนั้นๆ รวมถึงการนำตัวอักษรมารวมกันให้ได้เสียงของตัวอักษรบางเสียงด้วย ซึ่งเราเรียกว่า “Encoding”
โดยในเด็กเล็ก ถ้ายังไม่พร้อมอาจยังไม่ควรเริ่มสอนการจับดินสอ อาจใช้เป็นการใช้นิ้วลากเป็นตัวอักษรบนถาดทรายก่อนก็ได้ค่ะ คุณพ่อคุณแม่ลองเขียนให้เค้าดูแล้วให้น้องๆเขียนตาม

Step2: Blending
Step นี้จะค่อนข้างยากและใช้เวลานิดนึงค่ะ เด็กๆจะต้องหัดรวมเสียงของตัวอักษรเพื่อสร้างออกมาเป็นคำ เช่นคำว่า “cat” แทนที่จะอ่านว่า “เคอะ แอะ เทอะ” เด็กๆก็จะต้องรวมออกมาเป็นคำให้ได้ว่า “แคท”

Step3: Decoding CVC words
เริ่มต้นหัดอ่าน CVC word ซึ่งก็คือ three letter word ที่เรียงแบบ consonant-vowel-consonant เช่น dog, cat, man, tap, sit

Step3: Decoding CCVC & CVCC words
คือการเรียนรู้ consonant cluster (การที่นำ consonant มาวางข้างกัน) โดยอาจวางไว้ต้นประโยค (เช่น stay, trap, frog) หรือ ท้ายประโยค (เช่น fast, milk, jump)

ปล. คุณพ่อคุณแม่อย่าสับสน consonant cluster กับ consonant digraph นะคะ

จุดต่างคือ consonant digraph คือการที่ consonant 2 ตัวอักษรติดกันแล้วเกิดเสียงใหม่ แต่ consonant cluster เราจะได้ยินเสียงเดิมของแต่ละ consonant ทั้งสองตัวอยู่

Step5: Vowel Digraphs
หัดอ่านคำที่เป็น vowel digraph คือ คือการที่ตัวอักษร 2 ตัว (อย่างน้อย 1 ตัวเป็น vowel) ที่วางติดกันแล้วเกิดเสียงใหม่ เช่น /ow/, /oa/, /oo/, /ee/, /ai/ โดยสร้างเป็นคำเช่น deer, hair, boat

และนอกจากนี้ ให้เริ่มสอนเรื่อง ‘magic e’ (หรือเรียกว่า split digraphs) ด้วย ซึ่งก็คือการที่ digraph เช่น ae, ie, oe, ee, ue ถูกแยก โดยมี consonant มาคั่น (a_e, i_e, o_e, e_e, u_e) เช่น
Bite ออกเสียง /b/, /ie/, /t/ แต่ ‘t’ มาคั่นอยู่ระหว่าง ‘i’ กับ ‘e’
Rope ออกเสียง /r/, /oe/, /p/ แต่ ‘p’ มาคั่นอยู่ระหว่าง ‘o’ กับ ‘e’
Lake ออกเสียง /l/, /ae/, /k/ แต่ ‘k’ มาคั่นอยู่ระหว่าง ‘a’ กับ ‘e’

ถ้านำเอา ‘magic e’ มาวางหลัง three-letter word จะเปลี่ยนเสียงเดิมของ vowel ข้างหน้า และจะกลายเป็น long vowel sound แทนที่จะเป็น short vowel sound เช่น rag-rage, hug-huge, pet-pete

บางครั้ง ‘magic e’ จะถูกเรียกเป็น ‘silent e’ เพราะ ‘e’ ที่อยู่ท้ายบางคำอาจไม่ออกเสียง เช่น come

Step6: Consonant Digraphs
อย่างที่กล่าวไปข้างต้นนะคะ consonant digraph คือการที่ consonant 2 ตัวอักษรติดกันแล้วเกิดเสียงใหม่ เช่น sh, ch, ck, ng

โดยขั้นนี้ให้หัด blending คำที่เป็น consonant digraph เช่น shop, chop, chain, shout

Step7: Trigraph
หัดอ่านคำที่สร้างจาก Trigraph ซึ่งก็คือ single sound ที่เกิดจาก 3 letters เช่น match, sigh, fair, dear

Step8: Tricky Word (common exception words หรือ sight words)
คำในภาษาอังกฤษมีหลายคำที่ไม่เป็นไปตาม phonic rules เช่น ‘was’ ที่ ‘a’ ออกเสียง /o/ และ ‘s’ ออกเสียง /z/
แต่จริงๆแล้ว ‘a’ ออกเสียง /o/ ก็มีอีกหลายคำ เช่น ‘what’, ‘want’, ‘swan’
และ ‘s’ ที่ออกเสียง /z/ ก็มีหลายคำ เช่น ‘his’, ‘has’
เด็กๆจะต้องค่อยๆเรียนรู้คำเหล่านี้ผ่านการหัดอ่านบ่อยๆ

Step9: Spelling rules
เมื่อพื้นฐานแน่นแล้วจะเริ่มสอนเรื่องที่ยากขึ้น เช่น
การเติม suffix ที่คำต่างๆ (เช่น -ed, -ing, -er, -est, -ful, -ly, -y, -s, -es, -ment, -ness)

เรื่อง silent letters (เช่น knock, write)

เรื่อง particular endings (เช่น le ใน bottle และ il ใน fossil)

และอื่นๆอีกมากมาย ที่ภัคเองและคุณพ่อคุณแม่คงต้องศึกษากับลูกๆกันต่อไปค่ะ ^^

 

*****************************

หากคุณพ่อคุณแม่อยากเรียนรู้ Letter sounds, Phonics, Sight words และขั้นตอนการสอนแบบ Step by step ขอแนะนำชุด “My First PHONICS Kit” ของเราค่ะ แล้ว Phonics จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ^^

สามารถคลิกดูรายละเอียดได้ที่บทความนี้นะคะ https://www.facebook.com/2057276484548436/posts/2441244752818272?sfns=mo

*****************************